หรือว่าตอนนี้กระแสของมัตจะ (matcha) กำลังจะหมดลงไป เพราะตอนนี้ไม่ว่าจะมองไปทางไหนคนก็หันมากินโยเกิร์ตปั่นกันมากขึ้น เรียกได้ว่าเดินมาสิบคนถือแก้วโยเกิร์ตปั่นไปแล้วแปดคน ใครไม่กินอาจเรียกว่าตกเทรนด์เลยก็ได้

ทำไมกระแสโยเกิร์ตปั่นถึงแมสมาก
เครื่องดื่มโยเกิร์ตปั่นนั้นเข้ามาในไทยซักพักหนึ่งแล้วแต่กลับมาเป็นไวรัลมากในช่วงนี้ อาจด้วยเทรนด์บนติ๊กต่อกที่ใช้แคปชันเรียกความสนใจดึงดูดให้คนมาชมคลิป ตลอดจนเทรนด์รักสุขภาพ (Longevity) ที่ทำให้คนเริ่มหันมาบริโภคกันมากขึ้น
ถ้าหากถามหาความแมสของโยเกิร์ตปั่นโดยเฉพาะแบรนด์ yoguruto นั้นแมสขนาดไหน ก็ต้องบอกเลยว่าขนาดที่ว่าของขาดตลาด คนต่อคิวเป็นชั่วโมง งดรับ delivery เพราะของหมดพนักงานไม่พอ!

วิเคราะห์กระแสความดังของแบรนด์ yoguruto
- ราคาเข้าถึงง่าย: รสชาติเป็นเรื่องสำคัญ แต่ราคาที่เข้าถึงง่ายช่วยดึงดูดใจลูกค้าได้มากกว่า เพราะเมนูของร้านเริ่มต้นเพียงแก้วละ 49 บาทแถมยังเลือกระดับความหวานได้ด้วย ดึงดูดใจสายสุขภาพที่สุด
- มีเมนูไวรัล: เมนูโยเกิร์ตปั่นข้าวเหนียวนิลเปรียบเสมือนแบรนด์แอมบาสเดอร์ของร้านเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นการนำข้าวเหนียวนิลที่มีความหนึบมาผสมกับโยเกิร์ตที่ไม่เหมือนแบรนด์ไหน จนสร้างความแปลกใหม่ทำให้คนต้องแห่ไปลอง
- พลังของ “Scarcity Marketing”: การเกิดกระแสคนแห่ไปซื้อโยเกิร์ตจนทำให้วัตถุดิบขาดตลาดนั้นยิ่งกระตุ้นความต้องการการอยากลองของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น “ยิ่งหายาก คนยิ่งอยากได้” ทำให้ความนิยมของร้านพุ่งแบบไม่ลดละ โดยร้านเองก็รับมือด้วยดีประกอบกับการมี loyalty ของกลุ่มผู้บริโภคทำให้ยอมอดทนรอของที่ต้องการได้
แม้ว่ากระแสของโยเกิร์ตปั่นนี้ยังไม่รู้ว่าจะมีไปอีกยาวนานแค่ไหน แต่สิ่งสำคัญที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากแบรนด์ yoguruto คือ ความสำเร็จนั้นมาจากลูกค้าประจำ ที่ส่งต่อความอร่อยไปแบบปากต่อปากผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์จนก่อให้เกิดกระแสขึ้น
ดังนั้นร้านอื่น ๆ อาจควรเริ่มมองหาวิธีการรักษาและสร้างฐานลูกค้าประจำให้กับแบรนด์ของตัวเองเพื่อก่อให้เกิดการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างแบรนด์กับลูกค้า และพัฒนาเป็นการโฆษณาฟรีบนโลกออนไลน์ซึ่งเป็นผลดีต่อแบรนด์ในทุก ๆ มิติ
การรักษาฐานลูกค้าประจำนั้นเป็นสิ่งสำคัญ เพราะลูกค้าประจำช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับแบรนด์




0 Comments