เมื่อคำว่า “Ultra Smooth” กลายเป็นวลีฮิตชั่วข้ามคืน และร้านไอศกรีมเจลาโต้เปิดใหม่อย่าง PARAMETER บริเวณชั้น G สยามพารากอน ถูกพูดถึงจนติดเทรนด์โซเชียลมีเดีย คำถามสำคัญในเชิงธุรกิจไม่ได้หยุดอยู่แค่ว่า “ไอศกรีมอร่อยจริงไหม?” แต่นักการตลาดหลายคนกำลังวิเคราะห์ว่า นี่คือ ความล้มเหลวในการสื่อสารแบรนด์ หรือเป็น กลยุทธ์การตลาดที่วางแผนมาอย่างแยบยล กันแน่?



1. Positioning Strategy: การตั้งราคาเพื่อกรองลูกค้าและการสร้าง Value Perception
ในทางฉากหน้า PARAMETER วางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ (Brand Positioning) ไว้ในระดับ Ultra-Premium ถึง Luxury ด้วยการนำเสนอไอศกรีมเจลาโต้ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 159 บาท ไปจนถึงหลักหลายร้อยบาทต่อถ้วย (100 กรัม)
- Hook สัมผัสวิเศษ (Unique Selling Proposition): ใช้คำว่า “Ultra Smooth” เป็น Key Message ชูจุดขายเรื่องเนื้อสัมผัสที่ไร้เกล็ดน้ำแข็ง ละเอียด เนียนแน่น ซึ่งเป็นอารมณ์ความรู้สึกที่อธิบายเชิงรูปธรรมได้ยาก ทำให้คนเกิดความคาดหวังสูง
- Price Signaling: การตั้งราคาสูงกว่าคู่แข่งในท้องตลาดหลายเท่าตัว ทำหน้าที่เป็นตัวส่งสัญญาณว่า “นี่ไม่ใช่สินค้าธรรมดา” ตามหลักวิชาการตลาด การตั้งราคาสูงสามารถสร้างแรงดึงดูดใจให้กับผู้บริโภคที่แสวงหาความ exclusive ได้ทันที

2. Rage Bait Marketing: เปลี่ยน “ดราม่า” เป็น “Earned Media”
ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือการทำคอนเทนต์โปรโมต ซึ่งใช้โทนการสื่อสารที่สะเทือนอารมณ์ กระทบความรู้สึกเรื่องรสนิยมและกำลังซื้อของผู้บริโภค จนเกิดกระแสต่อต้านและเกิดทัวร์ลงอย่างหนัก
ในมุมการตลาด ยุคดิจิทัลมีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Rage Baiting หรือการสร้างคอนเทนต์ยั่วยุอารมณ์โกรธ/ขัดแย้ง เพื่อดึงดูดการปฏิสัมพันธ์ (Engagement)
- Organic Reach พุ่งกระฉูด: อัลกอริทึมของ Social Media มักจะดันคอนเทนต์ที่มีการคอมเมนต์ถกเถียงและแชร์เยอะๆ
- ประหยัดงบโฆษณา: แบรนด์ได้พื้นที่สื่อมูลค่าหลายล้านบาท (Earned Media) จากข่าว เพจรีวิว และคลิป TikTok ของผู้ใช้ทั่วไป โดยไม่ต้องจ่ายเงินซื้อโฆษณาแบบดั้งเดิม
3. FOMO & Curiosity Driven: พฤติกรรมผู้บริโภคที่ยอมจ่ายเพื่อ “หายสงสัย”
ผลลัพธ์ของดราม่าไม่ได้ทำให้ร้านเงียบเหงา ในทางกลับกัน มันกลับปลุกสัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็นของผู้บริโภคยุคใหม่:
“เนียนขนาดไหนกันเชียวราคานี้?” “แพงขนาดนี้ มันจะอร่อยสมคำคุยไหม?”
กระแสข่าวนำไปสู่ปรากฏการณ์ FOMO (Fear of Missing Out) ผู้คนยอมไปต่อแถวยาวเหยียดที่สยามพารากอน ไม่ใช่เพราะเชื่อว่าไอศกรีมจะอร่อยที่สุดในโลกตั้งแต่แรก แต่จ่ายเงินเพื่อ “ซื้อประสบการณ์และส่วนร่วมในกระแส” เพื่อที่จะได้นำมาทำคอนเทนต์รีวิวต่อลงช่องทางของตัวเอง
4. ความเสี่ยงในระยะยาว (The Cost of Controversy)
แม้ว่ากลยุทธ์การตลาดแบบดึงดูดความสนใจผ่านดราม่าจะสร้างอิมแพกต์ในระยะสั้น (Short-term Spike) ได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ในเชิงความยั่งยืนของแบรนด์ (Brand Sustainability) ถือว่ามีความเสี่ยงสูงมาก:
- Brand Equity ชำรุด: ภาพลักษณ์ของแบรนด์อาจถูกผูกติดกับความรู้สึก negative หรือมองว่าเป็นการ “ตั้งใจปั่นกระแส” มากกว่าคุณภาพที่แท้จริง
- ความคาดหวังที่สูงเกินไป (Expectation Gap): เมื่อโปรโมตไว้เวอร์เกินไป เมื่อลูกค้าได้ลองชิมแล้วรู้สึกเพียงแค่ “อร่อยดีแต่ไม่ได้ว้าวขนาดนั้น” อัตราการซื้อซ้ำ (Repeat Purchase Rate) จะลดลงอย่างรวดเร็ว
- วิกฤตความเชื่อมั่น (Crisis Management): เมื่อมีประเด็นเรื่องคุณภาพสินค้าตามมา (เช่น ดราม่าเรื่องสิ่งแปลกปลอม) สังคมจะพร้อมซ้ำเติมทันทีเพราะแบรนด์ไม่ได้สะสม “ต้นทุนความรู้สึกดี” (Goodwill) ไว้กับผู้บริโภคตั้งแต่แรก
บทสรุปในมุมการตลาด
กรณีศึกษา PARAMETER x Ultra Smooth สะท้อนให้เห็นถึงพลังของการตลาดในยุค Attention Economy ที่การจับความสนใจของผู้คนคือ เป้าหมายแรกสุด แบรนด์สามารถแจ้งเกิดได้อย่างรวดเร็วผ่านกระแสและดราม่า
ทว่าคำถามสำคัญที่สุดหลังจากคิวยาวเหยียดเริ่มซาลงคือ “เมื่อความอยากรู้อยากเห็นหมดไป คุณภาพของผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ลูกค้า จะรักษายอดขายในระยะยาวไว้ได้หรือไม่?” เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไวรัลทำให้คนมาลองแค่ครั้งแรก แต่คุณภาพและความคุ้มค่าเท่านั้นที่จะทำให้คนกลับมาเป็นลูกค้าประจำ




0 Comments