25 Feb 2026
หากคุณกำลังมองหากลยุทธ์ที่จะเปลี่ยนจาก “การเหวี่ยงแห” หาลูกค้า มาเป็นการ “ยิงเป้า” ให้แม่นยำและคุ้มค่าที่สุด RFM Model (Recency, Frequency, Monetary) คือ อาวุธลับที่นักการตลาดสาย Data-Driven ขาดไม่ได้เลยค่ะ
บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกว่าทำไมสูตร 3 ตัวอักษรนี้ถึงทรงพลังนักในยุคที่ค่าโฆษณาแพงหูฉี่!
RFM Model คืออะไร? (ถอดรหัสพฤติกรรมลูกค้า)
RFM คือเทคนิคการแบ่งกลุ่มลูกค้า (Segmentation) โดยใช้ข้อมูลพฤติกรรมการซื้อจริงในอดีต มาวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าใครคือ “ตัวจริง” ของแบรนด์คุณ โดยมีตัวชี้วัด 3 ด้าน:
- Recency (R) – ความใหม่: ลูกค้ามาซื้อครั้งล่าสุดเมื่อไหร่? (ยิ่งเพิ่งซื้อไป ยิ่งมีโอกาสกลับมาซื้อซ้ำ)
- Frequency (F) – ความถี่: ลูกค้ามาซื้อบ่อยแค่ไหนในฐานเวลาที่กำหนด? (สะท้อนถึงความรอยัลตี้)
- Monetary (M) – ยอดเงิน: ลูกค้าเปย์ไปเท่าไหร่? (บ่งบอกมูลค่ารวมที่ลูกค้าสร้างให้ธุรกิจ)

ทำไม RFM ถึงเป็น “หัวใจ” ของการตลาดปัจจุบัน?
- เลิกใช้เงินแบบทิ้งขว้าง: แทนที่จะส่งโปรโมชั่นลด 50% ให้ทุกคน คุณสามารถเลือกส่งให้เฉพาะกลุ่มที่ “กำลังจะเลิกซื้อ” เพื่อดึงเขากลับมา
- Personalization ที่แท้จริง: คุณจะไม่ส่งอีเมลฉบับเดียวกันหา “ลูกค้าประจำที่เปย์หนัก” กับ “ลูกค้าใหม่ที่เพิ่งซื้อชิ้นเดียว” แน่นอน
- เพิ่ม Customer Lifetime Value (CLV): การรู้ว่าใครอยู่กลุ่มไหน ช่วยให้เราวางแผนปั้นลูกค้าทั่วไปให้กลายเป็น Super Fan ได้อย่างเป็นระบบ
วิธีการแบ่งกลุ่มลูกค้าด้วย RFM และ Action ที่ต้องทำ
| กลุ่มลูกค้า (Segment) | ลักษณะพฤติกรรม | กลยุทธ์การตลาดที่ควรใช้ |
| Champions | ซื้อล่าสุด ซื้อบ่อย และเปย์หนัก | รักษาสิทธิพิเศษ: ให้เข้าถึงสินค้าใหม่ก่อนใคร หรือระบบ VIP |
| Loyal Customers | ซื้อสม่ำเสมอ ยอดรวมดี | Upsell: แนะนำสินค้าที่เกรดสูงขึ้น หรือทำ Referral Program |
| At Risk | เคยซื้อบ่อยและเปย์หนัก แต่หายไปนานแล้ว | Win-back: ส่งโปรโมชั่นพิเศษ “คิดถึงนะ” เพื่อดึงเขากลับมา |
| New Customers | เพิ่งซื้อครั้งแรก ยอดอาจยังไม่สูง | Onboarding: ส่งวิธีใช้งาน หรือคูปองส่วนลดสำหรับการซื้อครั้งที่สอง |
| Lost / Hibernating | ซื้อครั้งเดียว หายไปนานมาก | Re-activate: ลองส่งโปรฯ แรงๆ ครั้งสุดท้าย ถ้าไม่ตอบรับอาจต้องปล่อยผ่าน |
สรุป: Data ไม่เคยหลอกใคร
การทำตลาดแบบ RFM Model ช่วยให้คุณคุยกับลูกค้าได้ “ถูกคน ถูกที่ และถูกเวลา” มากขึ้นค่ะ แทนที่จะนั่งเดาใจลูกค้า ลองหันมามองที่ตัวเลขพฤติกรรม แล้วคุณจะพบว่าผลกำไร (ROI) ของคุณพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
Post by Webmaster




0 Comments